|
วัด โบราณสถาน
วัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือ วัดพระแก้ว
เป็นพระอารามหลวง ตั้งอยู่ตรงมุมด้านตะวันออกเฉียงเหนือของพระบรมมหาราชวัง เป็นที่ประดิษฐานพระมหามณีรัตนปฏิมากร (พระแก้วมรกต) และใช้เป็นที่ประกอบพระราชพิธีทางศาสนาที่สำคัญ วัดพระแก้วสร้างแล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2327 และได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์มาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1-9 ตลอดทุกรัชกาล ภายในพระอุโบสถ และระเบียงรอบวัดมีภาพจิตรกรรมฝาผนังสวยงามมาก สิ่งที่น่าสนใจอื่น ๆ ภายในวัดได้แก่ พระปรางค์ 8 องค์ พระศรีรัตนเจดีย์ ปราสาทนครวัดจำลอง ฯลฯ
ศาลาเครื่องราชอิสริยยศ และเหรียญกษาปณ์
ตั้งอยู่ภายในบริเวณพระบรมมหาราชวังด้านขวามือก่อนถึง ทางเข้าพระราชวังส่วนใน จัดแสดงเหรียญกษาปณ์ และเงินตราที่ใช้ในประเทศไทยรวมทั้งเครื่องราชอิสริยาภรณ์ของสำนักฝ่ายใน เปิดให้เข้าชมทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.30-15.30 น. โดยไม่เสียค่าเข้าชม ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 225-0968
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร
เดิมสถานที่นี้เป็นวังหน้าของกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทที่โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นพร้อมกับวังหลวง มีพระที่นั่งที่สำคัญ ได้แก่ พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย ต่อมาในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งพิพิธภัณฑสถาน แห่งชาติขึ้นที่ศาลาสหทัยสมาคม เรียกว่า มิวเซี่ยม แล้วจึงย้ายมาไว้ที่วังหน้าของกรมพระราชวังบวรฯ ซึ่งบางส่วน กลายเป็นมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และบริเวณข้างเคียงมีโรงเรียนช่างศิลป์ วิทยาลัยนาฏศิลป์ และโรงละครแห่งชาติอยู่ในบริเวณเดียวกัน สิ่งที่น่าสนใจนอกจากพิพิธภัณฑ์แล้วยังมีวัดบวรสถานสุทธาวาส ตั้งอยู่ภายในบริเวณวังหน้าใกล้กับ โรงเรียนช่างศิลป์ วัดนี้เรียกกันว่า วัดพระแก้ววังหน้า พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติจัดแสดงศิลปโบราณวัตถุต่าง ๆ มากมาย อันเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของไทย และชาติเพื่อนบ้าน เปิดให้เข้าชมทุกวัน เว้นวันจันทร์ อังคาร และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 09.00-16.00 น. อัตราค่าเข้าชม ชาวไทย 20 บาท ชาวต่างประเทศ 40 บาท ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 224-1333 และ 224-1404
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติหอศิลป
อยู่ข้างสะพานพระปิ่นเกล้า ถนนเจ้าฟ้า เป็นศูนย์รวบรวม และจัดแสดงผลงานศิลปะทั้งแบบประเพณีไทยโบราณ และแบบสากลร่วมสมัยของศิลปินที่มีชื่อเสียงของไทยทั้งในอดีต และปัจจุบัน นอกจากนี้ยังมีภาพเขียนสีน้ำมันฝีพระหัตถ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ติดตั้งแสดงอยู่ด้วย เปิดให้เข้าชมทุกวัน เว้นวันจันทร์ อังคาร และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ตั้งแต่เวลา 09.00-16.00 น. อัตราค่าเข้าชม ชาวไทย 10 บาท ชาวต่างประเทศ 30 บาท ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 281-2224 และ 282-2639
วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษดิ์
ตั้งอยู่ริมสนามหลวง ถนนหน้าพระธาตุ (ใกล้กับมหาวิทยาลัยศิลปากร) เดิมชื่อว่า วัดสลัก กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทโปรดให้สร้างขึ้นใหม่พร้อมกับพระบรมมหาราชวังแล้วพระราชทานนามว่า วัดนิพพานาราม ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น วัดพระศรีสรรเพชญ์ เคยใช้เป็นที่สังคายนาพระไตรปิฏกหลังจากกรมพระราชวังบวรฯ เสด็จสวรรคตแล้วพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงเปลี่ยนนามพระอารามใหม่ว่า วัดมหาธาตุ ส่วนคำว่า ยุวราชรังสฤษดิ์ มาเติมในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวหลังจากทรงปฏิสังขรณ์แล้ว วัดนี้มีมหาวิทยาลัยสงฆ์ชื่อ มหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย
ตึกถาวรวัตถุ
อยู่ใกล้สนามหลวงติดกับวัดมหาธาตุ เดิมทีเดียวตึกแห่งนี้เป็นหอสมุดแห่งชาติ ซึ่งรัชกาลที่ 5 ได้โปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2448 พระราชทานนามว่า "หอสมุดสำหรับพระนคร" ตึกหอสมุดสร้างเสร็จในสมัยรัชกาลที่ 6 โดยสมเด็จฯ กรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ ปัจจุบันตั้งเป็นศูนย์นราธิปฯ เพื่อการวิจัยทางสังคมศาสตร์ ให้บริการค้นคว้าข้อมูลทางการศึกษาทุกวัน จันทร์-ศุกร์ เวลา 08.30-16.30 น. โทร. 222-4867
พิพิธภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผา
เป็นพิพิธภัณฑ์แสดงเครื่องปั้นดินเผาถ้วยชามเบญจรงค์ในสมัยโบราณ และเป็นพิพิธภัณฑ์บ้านริมน้ำ ตั้งอยู่ข้างมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ด้านหลังของวิทยาลัยนาฏศิลป์) หากเข้าชมเป็นหมู่คณะต้อง ติดต่อล่วงหน้าที่ มูลนิธิเสวตร-โสภา เลขที่ 5 ถนนพระอาทิตย์ กรุงเทพฯ เปิดให้เข้าชมทุกวันจันทร์-ศุกร์ ตั้งแต่เวลา 08.30-16.30 น. อัตราค่าเข้าชม ชาวไทย 50 บาท ชาวต่างประเทศ 100 บาท โทร. 224-1373 และ 224-1388
วัดบวรนิเวศวิหาร
อยู่ที่ถนนพระสุเมรุ สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 โดยมีกรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพเป็นแม่กองก่อสร้างเคยเป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4, 6, 7 และ 9 เมื่อคราวทรงผนวชสิ่งที่ น่าชมในวัดนี้ได้แก่ พระพุทธชินสีห์ พระรูปสมเด็จพระสมณเจ้า 2 องค์ คือ สมเด็จกรมพระยาปวเสศวิทยาลงกรณ์ และสมเด็จกรมพระยาวชิรญาณวโรรส นอกจากนี้ยังมีจิตรกรรมฝาผนังฝีมือขรัวอินโข่ง ตำหนักปั้นหยา และพระศาสดา พระพุทธรูปสมัยสุโขทัย ซึ่งพระมหาธรรมราชาลิไททรงสร้างขึ้น เมื่อ พ.ศ. 1900 สอบถามรายละเอียด โทร. 281-2831-2
วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม
หรือที่เรียกว่า วัดโพธิ์ อยู่ที่ถนนมหาราช ข้างพระบรมหาราชวัง เป็นวัดเก่าแก่ซึ่งพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเพื่อให้พระภิกษุสงฆ์ได้เล่าเรียนพระปริยัติธรรม วัดนี้ถือเป็นวัดประจำรัชกาลที่ 1 ครั้นถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวได้โปรดเกล้าฯ ให้บูรณะวัดโพธิ์ใหม่ทั้งหมด และได้นำเอาตำราวิชาการด้านต่าง ๆ มาจารึกไว้โดยรอบ เพื่อเป็นการเผยแพร่ความรู้แก่ประชาชน ถือได้ว่าวัดโพธิ์เป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของไทย นอกจากนี้ที่วัดโพธิ์ยังมีพระพุทธไสยาสน์องค์ใหญ่สร้างในสมัยรัชกาลที่ 3 ก่ออิฐถือปูนปิดทองทั้งองค์ ยาว 49 เมตร สูง 12 เมตร ที่ฝ่าพระบาทแต่ละข้างมีลวดลายประดับมุกเป็นภาพมงคล 108 ประการ อันเป็นลักษณะอย่างหนึ่งของมหาบุรุษตามคติของอินเดีย
วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร
ตั้งอยู่ที่ถนนอรุณอัมรินทร์ ริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งธนบุรี ตรงข้ามกับวัดโพธิ์ ข้ามเรือได้ที่ท่าเตียน เป็นวัดที่มีมาตั้งแต่ครั้งสมัยกรุงศรีอยุธยา เดิมชื่อว่า วัดแจ้ง ต่อมาเมื่อพระเจ้ากรุงธนบุรีย้าย ราชธานีจากกรุงศรีอยุธยามาตั้ง ณ กรุงธนบุรี ได้โปรดเกล้าฯ ให้กำหนดเอาวัดแจ้งเป็นวัดในเขตพระราชฐานใช้เป็นที่ประดิษฐานพระแก้วมรกตที่ได้อัญเชิญมาจากเวียงจันทน วัดนี้ได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ในสมัยรัชกาลที่ 2 จึงถือเป็นวัดประจำรัชกาลที่ 2 เมื่อบูรณะเสร็จแล้วได้พระราชทานนามว่า วัดอรุณราชธาราม ในสมัยรัชกาลที่ 3 มีการก่อสร้าง พระปรางค์องค์ใหญ่ซึ่งมีความสูง 82 เมตร กว้าง 234 เมตร แต่มาเสร็จสมบูรณ์ในสมัยรัชกาลที่ 4 และได้เปลี่ยนชื่อเป็น วัดอรุณราชวราราม
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเรือพระราชพิธี
ตั้งอยู่ริมคลองบางกอกน้อยตรงข้ามสถานีรถไฟธนบุรี เป็นอู่เก็บเรือที่ใช้ในพระราชพิธีต่าง ๆ ตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรี ถึงกรุงรัตนโกสินทร์ เรือเหล่านี้เป็นเรือขุดทั้งสิ้น เปิดให้เข้าชมตั้งแต่เวลา 09.00-17.00 น. อัตราค่าเข้าชม ชาวไทย 10 บาท ชาวต่างชาติ 30 บาท โทร. 424-0004
วัดราชนัดดารามวรวิหาร
อยู่ที่ถนนมหาไชย สร้างเมื่อ พ.ศ. 2389 เป็นวัดที่รัชกาลที่ 3 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแด่พระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าโสมนัสวัฒนาวดี มีเจ้าพระยายมราชเป็นแม่กองออกแบบ เจ้าพระยา ศรีพิพัฒน์เป็นแม่กองสร้างโลหะปราสาท วัดนี้แปลกกว่าวัดอื่น คือ โปรดเกล้าฯ ให้สร้างธรรมเจดีย์ปราสาทแทนการสร้างพระเจดีย์ (นับเป็นแห่งที่ 3 ของโลก) มีความสูง 36 เมตร ประกอบด้วย เจดีย์ล้อมรอบ 37 องค์ เพื่อให้เท่ากับ โพธิปักขียธรรม 37 ประการ ปัจจุบันโลหะปราสาทแห่งนี้เหลืออยู่เพียงแห่งเดียวในโลก เนื่องจากโลหะปราสาทที่ประเทศอินเดีย และศรีลังกาได้ปรักหักพังไปหมดแล้ว
วัดเทพธิดาราม
อยู่ที่ถนนมหาไชย วัดนี้เป็นวัดที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเพื่อพระราชทานแก่กรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ เมื่อปี พ.ศ. 2379 เสร็จในปี พ.ศ. 2382 สถาปัตยกรรมสำคัญคือ พระปรางค์ทิศทั้งสี่ เป็นฝีมือช่างในสมัยรัชกาลที่ 3 บุษบกที่รองรับพระประธานภายในโบสถ์ประดิษฐ์อย่างสวยงาม และที่ผนังพระอุโบสถมีภาพเขียนเป็นรูปพุ่มข้าวบิณฑ์แบบอย่างในรัชกาลที่ 3
นอกจากนี้ระหว่าง พ.ศ. 2383-2385 วัดนี้เคยเป็นที่พำนักของสุนทรภู่กวีเอกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อคราวบวชเป็นพระภิกษุ ปัจจุบันยังมีกุฏิหลังหนึ่งเรียกว่า บ้านกวี เปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ให้ผู้สนใจเข้าชมได้ทุกวัน
วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม
อยู่ที่ถนนเฟื่องนคร บริเวณวัดนี้เดิมเป็นวังของพระบรมวงศ์เธอกรมหลวง บดินทร ไพศาลโสภณ วัดราชบพิธฯ เริ่มก่อสร้าง เมื่อ พ.ศ. 2412 (สมัยรัชกาลที่ 5) เสร็จในปี พ.ศ. 2413 แล้วนิมนต์พระสงฆ์จากวัดโสมนัสวรวิหารมาจำพรรษาอยู่ พร้อมกับอัญเชิญพระพุทธนิรันตรายมาประดิษฐานไว้ในพระอุโบสถ ศิลปกรรมที่สำคัญในวัดได้แก่ บานประตู และหน้าต่างของพระอุโบสถที่มีลายไทยลงรักประดับมุกเป็นรูปดวงตราครื่องราชอิสริยาภรณ์ต่าง ๆ สวยงามมาก
วัดสุทัศน์เทพวราราม
ตั้งอยู่ที่ถนนบำรุงเมือง พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมีพระราชประสงค์จะสร้างพระวิหารให้มีขนาดใหญ่เท่ากับพระวิหารวัดพนัญเชิง เป็นศรีสง่าแก่พระนคร ได้พระราชทานนามไว้ว่า วัดมหาสุทธาวาส แต่สร้างยังมิทันสำเร็จ ได้เสด็จสวรรคตเสียก่อน พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยได้ทรงดำเนินงานต่อ และพระราชทานนามวัดใหม่ว่า วัดสุทัศน์เทพวราราม สร้างเสร็จสมบูรณ์ในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่วัดสุทัศน์ไม่มีเจดีย์เหมือนวัดอื่น ๆ เพราะมีสัตตมหาสถานเป็นอุเทสิกเจดีย์ (คือต้นไม้สำคัญในพุทธศาสนา 7 ชนิด) แทนที่อยู่แล้ว สิ่งที่น่าสนใจภายในวัดได้แก่ พระศรีศากยมุนี (หลวงพ่อโต) พระประธานของวัดที่ได้ชะลอมาจากวิหารหลวงวัดมหาธาตุเมืองสุโขทัย และบานประตูพระวิหาร ซึ่งเป็นศิลปกรรมชั้นเยี่ยมทางด้านการแกะสลักในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ โดยเฉพาะคู่ที่เป็นฝีพระหัตถ์ของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ซึ่งในปัจจุบันนี้ได้นำไปเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร
วัดราชประดิษฐ์สถิตมหาสีมาราม
ตั้งอยู่ติดกับด้านเหนือสวนสราญรมย์ มีเนื้อที่เพียง 2 ไร่ 3 งาน 20 ตารางวา เป็นวัดที่มีเนื้อที่เล็กมาก วัดนี้สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 โดยมีพระราชประสงค์จะให้เป็นวัดธรรมยุติ และเป็นไปตามโบราณประเพณีว่า ในราชธานีต้องมรวัดสำคัญ 3 วัดเสมอ จึงทรงบริจาคพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ซื้อสวนกาแฟหลวง ในรัชกาลที่ 3 สร้างวัดเล็ก ๆ ขึ้นวัดหนึ่ง พระราชทานนามว่า "วัดราชประดิษฐ์สถิตธรรมยุติการาม" แล้วต่อมาทรงเปลี่ยนชื่อเป็น "วัดราชประดิษฐ์สถิตมหาสีมาราม" สิ่งที่น่าสนใจภายในวัดนี้คือ พระวิหารหลวงซึ่งมีภาพจิตรกรรมฝาฝนังเกี่ยวกับพระราชพิธีสิบสองเดือน ภาพสุริยุปราคา
วัดราชบูรณะ
ตั้งอยู่เชิงสะพานพุทธฝั่งกรุงเทพฯ วัดนี้เป็นหนึ่งในจำนวนวัดเอกประจำเมือง 3 วัด ได้แก่ วัดราชบูรณะ วัดราชประดิษฐ์ และวัดมหาธาตุ วัดนี้ได้รับการบูรณะมาตลอดตั้งแต่รัชกาลที่ 1-7 เว้นรัชกาลที่ 6 รัชกาลเดียว ในคราวสงครามมหาเอเซียบูรพา สถานที่สำคัญ ๆ ของวัดถูกระเบิดพังทลาย โดยเฉพาะพระอุโบสถที่มีภาพจิตรกรรม ฝาผนังฝีมือขรัวอินโข่งถูกระเบิดทำลายจนหมด ต่อมาจึงได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์ใหม่ดังที่เห็นในปัจจุบัน
วัดสระเกศ (ภูเขาทอง)
อยู่นอกกำแพงเมือง ริมคลองมหานาค ตรงที่บรรจบกับคลองบางลำพู เดิมเป็นวัดเก่าชื่อว่า "วัดสะแก" ได้รับการสถาปนาขึ้นใหม่ ทั้งพระอารามในสมัยรัชกาล
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก และพระราชทานนามว่า "วัดสระเกศ" ส่วนเจดีย์ภูเขาทองนั้น เริ่มสร้างในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว
โดยทรงเลียนแบบ มาจากภูเขาทอง ในสมัยกรุงศรีอยุธยา แล้วเสร็จในรัชกาล พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้รับพระราชทานนามว่า สุวรรณบรรพต
มีความสูง 77 เมตร บนยอดสุวรรณบรรพต เป็นที่ตั้งของพระเจดีย์ บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ที่ขุดค้นพบที่เมืองกบิลพัสดุ์ และพิสูจน์ได้ว่าเป็นของพระสมณโคดม
ซึ่งเป็นส่วนแบ่งของพระราชวงศ์ ศากยราช เพราะมีคำจารึกอยู่ พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ขณะนั้นกำลังทรงผนวชอยู่ที่ประเทศอินเดีย ได้ส่งพระบรมสารีริกธาตุ
เข้ามาถวายในฐานะที่พระมหากษัตริย์ไทย ทรงเป็นกษัตริย์เพียงพระองค์เดียว ที่เป็นพุทธมามกะอยู่ในขณะนั้น
วัดอินทรวิหาร
ตั้งอยู่ที่บางขุนพรหม ถนนวิสุทธิกษัตริย์ สร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว เป็นที่ประดิษฐาน พระพุทธศรีอารยเมตรัย ซึ่งเป็นพระพุทธรูปยืนขนาดใหญ่ สูง 32 เมตร กว้าง 10 เมตร 24 นิ้ว บนยอดพระเกตุมาลาบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ จากประเทศศรีลังกา เปิดให้เข้าชมทุกวัน โดยไม่เสียค่าเข้าชม
วัดเบญจมบพิตร
อยู่ที่ถนนศรีอยุธยา ด้านหน้าของวัดสุทัศน์ เดิมเป็นวัดร้าง ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้โปรดเกล้าฯ ให้สร้างวัดเบญจมบพิตรขึ้นแทนวัดเก่า 2 วัด คือวัดแหลม กับวัดไทรทอง โดยมีสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์เป็นนายช่างออกแบบ และพระยาราชสงคราม (กร หงสกุล) เป็นนายช่างก่อสร้าง สิ่งที่น่าชมภายในวัดได้แก่ พระอุโบสถ สร้างด้วยหินอ่อนจากประเทศอิตาลี ซึ่งเหลือมาจากการสร้างพระที่นั่งอนันตสมาคม ที่ระเบียงวัดเบญจมบพิตรสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ทรงรวบรวมพระพุทธรูปปางต่าง ๆ ที่ได้นำมาจากหัวเมือง 25 องค์ ไว้โดยรอบ นอกจากนี้พระประธานของวัดได้จำลองพระพุทธชินราชจากวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ เมืองพิษณุโลกมาประดิษฐานไว้ด้วย ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 281-2501
วัดไตรมิตรวิทยาราม
อยู่ที่ถนนเจริญกรุง (ใกล้หัวลำโพง) เดิมชื่อว่า "วัดสามจีน" ภายในวัดมีพระพุทธรูปปูนปั้นองค์หนึ่ง เมื่อคราวเปลี่ยนที่ตั้ง ปูนที่หุ้มอยู่ได้กะเทาะออก เห็นภายในเป็นพระพุทธรูปทองคำ ลักษณะองค์พระเป็นศิลปะสุโขทัยจึงได้ถวายพระนามว่า "พระสุโขทัยไตรมิตร" เป็นพระพุทธรูปทองคำที่มีส่วนผสมของทองคำสูงมาก เรียกว่า "ทองเนื้อเจ็ดน้ำสองขา" มีขนาดหน้าตักกว้าง 6 ศอก 5 นิ้ว สูง 7 ศอก 1 คืบ 9 นิ้ว
พิพิธภัณฑ์
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร
เดิมสถานที่นี้เป็นวังหน้าของกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทที่โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นพร้อมกับวังหลวง มีพระที่นั่งที่สำคัญ ได้แก่ พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย ต่อมาในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งพิพิธภัณฑสถาน แห่งชาติขึ้นที่ศาลาสหทัยสมาคม เรียกว่า มิวเซี่ยม แล้วจึงย้ายมาไว้ที่วังหน้าของกรมพระราชวังบวรฯ ซึ่งบางส่วน กลายเป็นมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และบริเวณข้างเคียงมีโรงเรียนช่างศิลป์ วิทยาลัยนาฏศิลป์ และโรงละครแห่งชาติอยู่ในบริเวณเดียวกัน สิ่งที่น่าสนใจนอกจากพิพิธภัณฑ์แล้วยังมีวัดบวรสถานสุทธาวาส ตั้งอยู่ภายในบริเวณวังหน้าใกล้กับ โรงเรียนช่างศิลป์ วัดนี้เรียกกันว่า วัดพระแก้ววังหน้า พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติจัดแสดงศิลปโบราณวัตถุต่าง ๆ มากมาย อันเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของไทย และชาติเพื่อนบ้าน เปิดให้เข้าชมทุกวัน เว้นวันจันทร์ อังคาร และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 09.00-16.00 น. อัตราค่าเข้าชม ชาวไทย 20 บาท ชาวต่างประเทศ 40 บาท ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 224-1333 และ 224-1404
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติหอศิลป
อยู่ข้างสะพานพระปิ่นเกล้า ถนนเจ้าฟ้า เป็นศูนย์รวบรวม และจัดแสดงผลงานศิลปะทั้งแบบประเพณีไทยโบราณ และแบบสากลร่วมสมัยของศิลปินที่มีชื่อเสียงของไทยทั้งในอดีต และปัจจุบัน นอกจากนี้ยังมีภาพเขียนสีน้ำมันฝีพระหัตถ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ติดตั้งแสดงอยู่ด้วย เปิดให้เข้าชมทุกวัน เว้นวันจันทร์ อังคาร และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ตั้งแต่เวลา 09.00-16.00 น. อัตราค่าเข้าชม ชาวไทย 10 บาท ชาวต่างประเทศ 30 บาท ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 281-2224 และ 282-2639
พิพิธภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผา
เป็นพิพิธภัณฑ์แสดงเครื่องปั้นดินเผาถ้วยชามเบญจรงค์ในสมัยโบราณ และเป็นพิพิธภัณฑ์บ้านริมน้ำ ตั้งอยู่ข้างมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ด้านหลังของวิทยาลัยนาฏศิลป์) หากเข้าชมเป็นหมู่คณะต้อง ติดต่อล่วงหน้าที่ มูลนิธิเสวตร-โสภา เลขที่ 5 ถนนพระอาทิตย์ กรุงเทพฯ เปิดให้เข้าชมทุกวันจันทร์-ศุกร์ ตั้งแต่เวลา 08.30-16.30 น. อัตราค่าเข้าชม ชาวไทย 50 บาท ชาวต่างประเทศ 100 บาท โทร. 224-1373 และ 224-1388
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเรือพระราชพิธี
ตั้งอยู่ริมคลองบางกอกน้อยตรงข้ามสถานีรถไฟธนบุรี เป็นอู่เก็บเรือที่ใช้ในพระราชพิธีต่าง ๆ ตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรี ถึงกรุงรัตนโกสินทร์ เรือเหล่านี้เป็นเรือขุดทั้งสิ้น เปิดให้เข้าชมตั้งแต่เวลา 09.00-17.00 น. อัตราค่าเข้าชม ชาวไทย 10 บาท ชาวต่างชาติ 30 บาท โทร. 424-0004
พิพิธภัณฑ์พระที่นั่งวิมานเมฆ
ตั้งอยู่บริเวณหลังพระที่นั่งอนันตสามาคม ในเขตพระราชวังดุสิต เป็นพระที่นั่งที่สร้างด้วยไม้สักทองทั้งหลัง เดิมตั้งอยู่บนเกาะสีชัง สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 และได้ชะลอมาไว้ ณ สถานที่ตั้งปัจจุบัน เมื่อปี พ.ศ. 2444 ประกอบด้วยห้องต่าง ๆ 81 ห้อง มีคลองล้อมรอบตัวอาคาร อาทิ คลองคาบแผ่นกระจก คลองรางเงิน อ่างหยก ภายในบริเวณร่มรื่น สวยงามมาก
นอกจากนั้นภายในเขตพระราชวังดุสิตยังมีสถานที่น่าสนใจอื่น ๆ อีก ได้แก่
พิพิธภัณฑ์ศิลปาชีพ
พระที่นั่งอภิเษกดุสิต พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้น เมื่อปี พ.ศ. 2447 จุดเด่นที่สวยงามของพระที่นั่งองค์นี้ก็คือ ลายไม้ฉลุแบบสมัยพระนางเจ้าวิคตอเรียแห่งประเทศอังกฤษ ปัจจุบันปรับแต่งเป็นพิพิธภัณฑ์แสดงผลงานหัตถกรรมที่ประดิษฐ์ขึ้นโดยสมาชิกของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ ภายในพิพิธภัณฑ์มีงานหัตถกรรมหลากหลายให้ชม อาทิ เครื่องเงิน คร่ำ ผ้าทอ ผ้าปัก ถมเงิน ถมทอง งานประดับด้วยปีกแมลงทับ เป็นต้น
พิพิธภัณฑ์รถม้าพระที่นั่ง
เป็นที่รวบรวมรถม้าพระที่นั่งโบราณซึ่งใช้ในสมัยรัชกาลที่ 5 รถม้าแต่ละคัน เคยร่วมในพระราชพิธีสำคัญต่าง ๆ มีความสง่าสวยงาม และมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์
พิพิธภัณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทย
ตั้งอยู่ที่ตำหนักวังบางขุนพรหม ภายในบริเวณเดียวกันกับธนาคาร แห่งประเทศไทย จัดแสดงสื่อในการแลกเปลี่ยนตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ โดยแบ่งออกเป็นห้องต่าง ๆ อาทิ ห้องเงินตราโบราณ ห้องเงินพดด้วง ห้องกษาปณ์ไทย ห้องธนบัตรไทย ห้องทองตรา ห้อง 50 ปี ธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นต้น เปิดให้เข้าชมเฉพาะเป็นหมู่คณะโดยไม่เสียค่าเข้าชมใด ๆ เปิดบริการทุกวันจันทร์-ศุกร์ เว้นวันหยุดราชการ และวันหยุดธนาคาร ตั้งแต่เวลา 10.00 -12.00 น. และเวลา 14.00-16.00 น. โดยต้องทำหนังสือขออนุญาตก่อนล่วงหน้า ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มได้ที่ โทร. 283-5265 และ 283-5284
พิพิธภัณฑ์แร่ และหิน
ตั้งอยู่ตรงข้ามกระทรวงการต่างประเทศ ถนนพระราม 6 ติดกับโรงพยาบาลสงฆ์ เป็นหน่วยงานในความดูแลของกรมทรัพยากรธรณี กระทรวงอุตสาหกรรม ก่อตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2491 ภายในพิพิธภัณฑ์ได้รวบรวมวัตถุพวก แร่ หิน ซากดึกดำบรรพ์ และเครื่องมือ เครื่องใช้โบราณที่ทำจากแร่ หิน มาจัดแสดงโดยแบ่งเนื้อหาเป็น 2 ส่วน คือ ด้านธรณีวิทยา ซึ่งประกอบไปด้วยเรื่องกำเนิดโลก การเปลี่ยนแปลงเปลือกโลก แร่หิน ซากดึกดำบรรพ์ ส่วนอีกด้านหนึ่งคือ ทรัพยากรแร่ ได้แก่ แร่เศรษฐกิจชนิดต่าง ๆ เปิดให้ชมทุกวันจันทร์-ศุกร์ ตั้งแต่เวลา 09.00-16.00 น. โดยไม่เสียค่าเข้าชม ติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่ โทร. 245-6210
พิพิธภัณฑ์แรงงานไทย
ตั้งอยู่ในอาคารที่ทำการเก่าของสหภาพแรงงานการรถไฟมักกะสัน ถนนนิคมรถไฟมักกะสัน พญาไท จัดแสดงเรื่องราวของผู้ใช้แรงงานในด้านต่าง ๆ เช่น ประวัติผู้นำแรงงานที่สำคัญ ๆ ในอดีต รูปภาพเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ของผู้ใช้แรงงาน เปิดให้เข้าชมทุกวัน เว้นวันจันทร์ อังคาร และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ตั้งแต่เวลา 10.00-17.00 น.
พิพิธภัณฑ์เทคโนโลยีทางภาพ
เป็นพิพิธภัณฑ์กล้อง และภาพถ่ายแห่งแรกในประเทศไทย และเอเซีย ตั้งอยู่ที่อาคารของภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางภาพถ่าย และเทคโนโลยีทางการพิมพ์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นที่รวบรวม และแสดงประวัติความเป็นมาของภาพถ่ายประวัติศาสตร์ และอุปกรณ์การถ่ายภาพต่าง ๆ นอกจากนี้ยังจัดแสดงความก้าวหน้าด้านภาพสามมิติ ภาพอิเล็กทรอนิกส์ และเทคโนโลยีการแยกสี รวมถึงการพิมพ์อีกด้วย เปิดให้ประชาชน ทั่วไปเข้าชมได้ในวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 10.30-15.30 น. อัตราค่าเข้าชม ผู้ใหญ่ 20 บาท นักเรียน นักศึกษา 10 บาท ชาวต่างประเทศ 100 บาท การเข้าชมเป็นหมู่คณะต้องทำหนังสือแจ้งล่วงหน้า โทร. 218-5583
พิพิธภัณฑ์หินแปลก
ตั้งอยู่ที่1048-1054 ถนนเจริญกรุง เขตบางรัก ภายในพิพิธภัณฑ์จัดหินแปลก หินหยก ฟอสซิล หินธรรมชาติ หินย้อยที่ได้มาจากที่ต่าง ๆ ทั้งในประเทศไทย และต่างประเทศทั่วโลก จัดแสดงออกเป็น 3 ชั้น ด้วยกัน ได้แก่ ชั้นที่ 1-2 จัดแสดงหินแปลก เป็นรูปลักษณ์ต่าง ๆ จำนวนมากกว่า 2,000 ชิ้น อาทิ กระดานหมากรุกจีน รูปนกเค้าแมว รูปหมียืน และชั้นที่ 3 เป็น พิพิธภัณฑ์ที่เขี่ยบุหรี่ จัดแสดงที่เขี่ยบุหรี่ อาทิ ไฟแช็กชนิดต่าง ๆ, ที่เปิดขวดรูปต่าง ๆ, ที่เขี่ยบุหรี่ทองเหลืองลงยา เครื่องเงินไทย เครื่องดินเผา เครื่องเคลือบทั้งของประเทศไทย และประเทศต่าง ๆ, รองเท้า, ผีเสื้อ, รถสมัยโบราณ, เครื่องบิน, ที่เขี่ยบุหรี่โทรศัพท์พร้อมไฟแช็ก และปลอกกระสุนปืน เป็นต้น พิพิธภัณฑ์ฯ เปิดให้เข้าชมทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.00-17.00 น. อัตราค่าเข้าชม คนไทย 50 บาท ชาวต่างประเทศ 100 บาท สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 236-5655, 236-5666, 236-5712, 237-5536
พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ
อยู่ในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เขตบางเขน เป็นสถานที่เพาะเลี้ยง และขยายพันธุ์ปลาน้ำจืดในประเทศไทย ภายในมีปลานานาชนิด จัดให้มีสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติ เปิดให้ประชาชนเข้าชมทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 10.00-16.00 น. และวันหยุดราชการ เวลา 10.00-14.00 น. อัตราค่าเข้าชม ผู้ใหญ่ 10 บาท เด็ก 5 บาท หากเข้าชมเป็นหมู่คณะต้องทำหนังสือติดต่อก่อนล่วงหน้า โทร. 579-0562, 579-2151 และ 579-2619
พิพิธภัณฑ์ตราไปรษณียากร
ตั้งอยู่ที่ ชั้น 1 อาคารสำนักงานไปรษณีย์นครหลวงเหนือ (หลังไปรษณีย์สามเสนใน) จัดแสดงแสตมป์ไทยตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 และแสตมป์ของประเทศสมาชิกสหภาพสากลไปรษณีย์ นอกจากนี้ยังมีห้องสมุดจัดเก็บหนังสือรวบรวมความรู้เรื่องการไปรษณีย์ทั้งภาษาไทย และภาษาต่างประเทศ ในบริเวณเดียวกันยังมีการจำหน่ายแสตมป์ และอุปกรณ์เพื่อการสะสมแสตมป์ด้วย เปิดให้เข้าชมทุกวันอังคาร-วันเสาร์ ตั้งแต่เวลา 08.30-16.00 น. โดยไม่เสียค่าเข้าชม ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 271-2439
พิพิธภัณฑ์ปราสาท
ตั้งอยู่เลขที่ 9 ซอย 4 A ถนนกรุงเทพกรีฑา ซึ่งตัดแยกจากถนนศรีนครินทร์ เขตบางกะปิ เป็นสถานที่เก็บรวบรวมสิ่งของตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์จนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ และมีการจำลองสถาปัตยกรรมที่งดงามหลายรูปแบบ เช่น ตึกฝรั่ง ตำหนักแดงซึ่งได้จำลองมาจากตำหนักในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอพระซึ่งจำลองมาจากวัดใหญ่สุวรรณาราม เป็นต้น เปิดให้เข้าชมทุกวัน เว้นวันเสาร์ การเข้าชมกรุณาติดต่อล่วงหน้าก่อน 1 อาทิตย์ โทร. 379-3601, 379-3607
หอสมุด
หอสมุดแห่งชาติ
เดิมริเริ่มตั้งขึ้นในพระบรมมหาราชวังมีชื่อว่า หอสมุดวชิรญาณ ต่อมาได้ขยับขยาย มาสร้างขึ้นบริเวณท่าวาสุกรี ในปี พ.ศ. 2509 เป็นอาคารใหญ่สูง 4 ชั้น ปัจจุบันได้ขยายการบริหารค้นคว้าออกไปมาก ประกอบด้วย หอพระสมุดวชิรญาณ ใช้เป็นสถานที่เก็บศิลาจารึก และตู้พระธรรม ห้องสมุดดนตรีทูลกระหม่อมบริพัตร ห้องหนังสือภาษาโบราณ ศูนย์นราธิปเพื่อการวิจัยทางสังคมศาสตร์ ห้องโสตทัศนวัสดุ สุนทราภรณ์ นอกจากนี้ยังมีบริการฉายภาพยนตร์สารคดี และจัดอภิปรายที่ห้องประชุมหอสมุดฯ และนิทรรศการต่าง ๆ ที่จัดขึ้นเป็นประจำ เปิดบริการตั้งแต่เวลา 09.30-19.30 น. ทุกวัน เว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์ ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 281-5313
หอสมุดดำรงราชานุภาพ
ตั้งอยู่ ณ บริเวณวังวรดิศ ถนนหลานหลวง เป็นแหล่งศึกษาค้นคว้าเรื่องราวทั้งในสมัยเก่า และสมัยปัจจุบัน เป็นห้องสมุดอนุสรณ์เชิดชูพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ และมีบริการโสตศึกษา เปิดบริการทุกวัน เว้นวันเสาร์ และอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 08.30-16.30 น.
|